จังหวัดระนอง เมืองที่ร่ำรวยวัฒนธรรมฝั่งอันดามันภาคใต้ของประเทศไทย หลังจากที่องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนต้มยำกุ้งและชุดเคบายา ก็จะได้มีการสนับสนุนและพร้อมที่จะสืบสานร่วมรักษา และอนุรักษ์วัฒนธรรมอันสวยงามสืบไป
ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมประเพณีอันเป็นรากเหง้าที่มาสร้างความเป็นตัวตนของชาวไทยนั้นยิ่งใหญ่ และยิ่งสร้างความปิติมากขึ้น เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ยูเนสโก มีมติรับรองให้ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2567 ต่อจากรายการ โขน นวดไทย โนราและ สงกรานต์ ในปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้องค์การยูเนสโก ก็ยังได้มีมติขึ้นทะเบียน “เคบายา” หรือ “Kebaya: knowledge, skills, traditions and practices” ในบัญชีรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เป็นการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมร่วมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย บรูไนฯ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ นั้น
จังหวัดระนอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย ที่ร่ำรวยและเข้มแข็งทางวัฒนธรรม ทั้งต้มยำกุ้ง และชุดเคบายา หรือ ชุดบะบ๋า ยะหยา ในท้องถิ่นเมืองระนอง
นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง กล่าวว่า แน่นอนว่าคนไทยเติบโตมากับเมนูอาหารต้มยำกุ้ง ไม่ว่าจะน้ำข้น หรือน้ำใส จนกลายเป็นอาหารสามัญประจำบ้าน เป็นเรื่องที่ดี ที่วันนี้องค์การยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง สำหรับเมนูต้มยำกุ้ง แต่ละบ้านแต่ละครัวเรือนก็จะมีสูตร หรือ รสมือแตกต่างกันออกไป ในส่วนของจังหวัดระนอง มีทีเด็ด ตรงที่เรามีกุ้งแม่น้ำกระบุรี เป็นวัตถุดิบหลัก เป็นกุ้งแม่น้ำกร่อยในลำน้ำกระบุรี อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นปากน้ำที่ลงสู่ทะเลอันดามันโดยตรง ประกอบกับสมุนไพรของต้มยำกุ้ง อย่าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ปรุงรสจัดจ้านแบบยำ มีรสเปรี้ยวนำด้วยมะนาว ตามด้วยรสเค็มจากเกลือหรือน้ำปลา รสเผ็ดจากพริก รสหวานจากกุ้ง และขมเล็กน้อยจากสมุนไพร เป็นเมนูที่อร่อย แซ่บ การันตีในระดับสากล
ทั้งนี้จังหวัดระนอง ได้มีการส่งเสริมและสวมใส่ชุดเคบายา เป็นการแต่งกายเสื้อสตรีพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และส่วนหนึ่งของการแต่งกายบาบ๋า - เพอรานากันในภาคใต้ของไทย เป็นวัฒนธรรมร่วมของกลุ่มคนที่มีเชื้อสายจีนและมลายูจากปีนังและมะละกาที่ได้เดินทางเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลภูเก็ต ช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 ส่งผลให้เกิดการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างผู้ที่เข้ามาและคนในท้องถิ่นดั้งเดิม นอกจากความเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าความงาม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันของ 5 ประเทศ ยังเป็นการสะท้อนถึงความผูกพันและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศที่สืบทอดผ่านการมีวัฒนธรรมร่วมกันมายาวนาน